ความเห็นต่อการเลือกตั้งซ่อม โดยจาตุรนต์ ฉายแสง
จาตุรนต์ ฉายแสง ชี้ถึงเวลาที่เพื่อไทยจะต้องหาหัวหน้าพรรคที่มีประสิทธิภาพ |
นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย และอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง "ความเห็นต่อการเลือกตั้งซ่อม " ในบล็อคของเขาเอง โดยมีเนื้อหาดังนี้
" เมื่อวานเข้าใจว่าวันนี้นสพ.ข่าวสดจะลงบทสัมภาษณ์ที่ผมวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งซ่อม แต่เข้าใจว่าคงมีปัญหาทางเทคนิคทำให้ยังไม่ได้ลง ยังเป็นหนี้เรื่องวิเคราะห์ผลเลือกตั้งอยู่ จะถือโอกาสนี้พูดบางประเด็นเสียบ้าง
ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ดูผ่านๆก็เหมือนเขตใครเขตมัน แดนใครแดนมัน (ไม่ใช่เขตใครเขตคนนั้น เพราะไม่ใช่สำนวนไทย) ที่เห็นค่อนข้างตรงกันคือการใช้อำนาจและเงินมีผลค่อนข้างสูง ขณะที่กระแสแผ่วลงและต้านกระสุนไม่อยู่ แต่
ถ้าวิเคราะห์กันดีๆก็จะพบว่าผลการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา มีแง่มุมที่น่าสนใจมากพอสมควรทีเดียว โดยเฉพาะการบ่งบอกถึงแนวโน้มต่อการเมืองไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ผลกระทบที่เกิดขึ้นแน่ๆ ดูได้ไม่ยากจากการวิพากษ์วิจารณ์ในสื่ออยู่แล้วก็คือความย่ามใจของพรรคภูมิใจไทย ที่ดูเหมือนจะเห็นช่องทางในการแย่งที่นั่งจากเพื่อไทยในหลาย ๆ พื้นที่โดยเฉพาะในภาคอีสาน ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่แอบดีใจต่อความสำเร็จของภูมิใจไทยแบบที่อาจไม่น้อยกว่าเจ้าตัวก็คงหนีไม่พ้นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเห็นช่องทางในการลดที่นั่งของเพื่อไทยในภาคอีสานและภาคอื่นๆที่ตนเองไม่ถนัด นี่ทำให้เห็นได้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญเรื่องเขตเลือกตั้งคงผ่านสภาแน่ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลคงคิดแล้วว่าถ้าเป็นเขตเล็ก โอกาสที่พรรคเล็กๆ จะช่วยแย่งที่นั่งจากเพื่อไทยยิ่งเป็นไปได้มากขึ้น
ผลกระทบที่ตามมาอีกก็คือความหวั่นไหวของ สส.พรรคเพื่อไทยบางส่วน คงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ น่าติดตามว่าพรรคเพื่อไทย จะรับมือกับการพยายามดึงตัวสส.ไปอยู่พรรคร่วมรัฐบาลด้วยวิธีอย่างไร และจะทำได้ดีแค่ไหน หากการเมืองยังพัฒนาไปตามแนวโน้มที่แสดงออกจากการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา
คงต้องยอมรับว่าโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งถึงขั้นจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้นั้นย่อมเป็นเรื่องยากมาก บางคนก็วิเคราะห์กันว่าจากผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยอาจตกที่นั่งลำบากกว่านั้นเสียอีก คือไม่แน่ว่าจะได้เสียงมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์อย่างที่เคยคาดการณ์กันไว้ แต่การคาดการณ์เกี่ยวกับจำนวนที่นั่งของใครจะมากกว่าใคร พูดไปแล้วก็ยังไกลเกินไปเพราะกว่าจะมีเลือกตั้งก็คงต้องรอกันไปอีกอย่างน้อยก็ครึ่งปี
สิ่งทีควรวิเคราะห์คือเราจะสรุปบทเรียนอะไรได้บ้างสำหรับผู้รักประชาธิปไตย และพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นความหวังของฝ่ายประชาธิปไตย ควรสรุปบทเรียนอย่างไรและควรปรับขบวนแก้ปัญหาต่างๆที่มีอยู่อย่างไรจึงจะสามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กลายเป็นฝ่ายชนะได้
เท่าที่ฟังผู้รู้ผู้ปฏิบัติโดยตรงและจากที่ได้มีโอกาสสัมผัสโดยตรงบ้างเห็นว่าปัญหาของฝ่ายเพื่อไทยที่สำคัญที่สุดคือระบบการนำและการบริหารจัดการซึ่งนำไปสู่ปัญหาทั้งในเรื่องการวางตัวผู้สมัคร การรณรงค์หาเสียง การรักษากระแส การไม่ให้ความสำคัญกับการปราศรัยและสื่อสารกับประชาชน ขาดยุทธศาสตร์ในการนำเสนอรวมทั้งขาดนโยบายที่ตรงใจประชาชน สิ่งที่ผมอยากเสนอให้พรรคเพื่อไทยพิจารณาปรับปรุงโดยเร่งด่วนคือ
1.หาผู้นำพรรคที่มีศักยภาพเพื่อบริหารพรรคอย่างมีประสิทธิภาพ รีบหาตัวผู้ที่จะเสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้โดยเร็ว อาจเป็นคนเดียวกันหรือคนละคนกับหัวหน้าพรรคก็ได้
2.บริหารพรรคด้วยระบบพรรค พูดง่ายๆ คือทำพรรคให้เป็นพรรค เป็นสถาบัน ให้นักการเมืองบริหารอย่างมีอำนาจมีความรับผิดชอบและมีส่วนร่วมให้มากที่สุด
3.จัดขบวนพรรคเพื่อให้ทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจเป็นคนเดียวกันหรือคนละคนกับผู้ที่จะเสนอตัวเป็นนายกฯก็ได้ ความเห็นนี้ต่างจากที่พรรคเพื่อไทยคิดมาตลอด ที่เกรงว่าถ้าให้ใครคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นหัวหน้าแล้วจะทำให้พรรคแตก ผมก็เห็นว่าเป็นปัญหา แต่การไม่มีผู้นำสักทีก็เป็นปัญหาไปอีกแบบและทำให้พรรคอ่อนแอและจะแตกได้เหมือนกัน
4. รีบจัดทำนโยบายพรรคสำหรับการแก้ปัญหาประเทศที่จะใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ใช้กระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ควรรอไว้ตอนยุบสภาแล้วค่อยเสนอเพราะถึงตอนนั้นประชาชนจะรับไม่ทัน
5.ไม่ควรชูประเด็นเอาดร.ทักษิณกลับบ้านแบบดิบๆ คือไม่อธิบายว่าจะเอากลับได้อย่างไร กลับมาแล้วจะมาทำอะไร รวมทั้งไม่ควรชูประเด็นว่าดร.ทักษิณคือหัวหน้าพรรคตัวจริง ทุกอย่างขึ้นกับการตัดสินใจของดร.ทักษิณเท่านั้น
6.จัดความสัมพันธ์กับพลังประชาธิปไตยรวมทั้งคนเสื้อแดงอย่างเหมาะสม คือกำหนดนโยบายในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้ชัดเจนและรณรงค์อย่างจริงจังเพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย พรรคเพื่อไทยร่วมมือกับคนเสื้อแดงได้เป็นเรื่องดี แต่พรรคเพื่อไทยต้องลงเลือกตั้งจึงต้องคำนึงถึงประชาชนทั่วไปด้วย ประเด็นที่เสนอจึงต้องเป็นประเด็นที่ครอบคลุมปัญหาของทั้งประเทศและของประชาชนทุกหมู่เหล่า เสื้อแดงเป็นพลังประชาธิปไตยนอกสภา ซึ่งมีวิธีการเคลื่อนไหว ประเด็นเฉพาะของตน โลดโผนได้มากกว่า ส่วนพรรคการเมืองย่อมต้องเน้นการทำงานในสภาและต้องระมัดระวังการกลั่นแกล้งจากกลไกของรัฐมากกว่า
สิ่งที่ผมเสนอนี้สำคัญที่สุด ก็คือระบบการนำและการบริหารพรรคซึ่งจำเป็นต้องมาก่อน เมื่อมีระบบการนำและการบริหารที่ดีแล้ว สิ่งที่จำเป็นตามมาก็คือยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง สำหรับการเลือกตั้งนั้นแน่นอนการบริหารจัดการเป็นสิ่งจำเป็นมากแต่สิ่งสำคัญไม่น้อยกว่าหรืออาจมากว่าก็คือกระแสความนิยมที่ต้องรักษาและฟื้นฟูให้กลับมาให้ได้ และนี่เป็นยาขนานเดียวที่จะรักษาสส.ไว้กับพรรคได้รวมทั้งจะทำให้พรรคชนะการเลือกตั้งได้
บางทีว่าไปแล้วการแพ้การเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาก็มีข้อดีอยู่เหมือนกันคือทำให้ไม่ประเมินตัวเองสูงเกินไปและรีบมา สรุปบทเรียนปรับขบวนกันอย่างจริงจัง หวังว่าจะปรับกันได้เวลามีไม่มากแล้ว หากไม่ทำจริงจัง ก็เตรียมรับความพ่ายแพ้ไว้ได้เลย "
|
17 ธันวาคม 2553 เวลา 00:59 น.
View 1084 : comment 0 |
|
|
|
|
| |
|
|
|
|
|
|
|